ถุงใต้ตาเทียม vs ถุงใต้ตาแท้ ต่างกันอย่างไร? รักษาแบบไหนดี?

ตื่นเช้ามาส่องกระจกแล้วต้องตกใจ กับใบหน้าที่ดูอิดโรยเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน ทั้งที่ความจริงก็นอนเต็มอิ่ม ปัญหาหลักที่ทำให้หลายคนเสียความมั่นใจและถูกทักว่า “หน้าโทรม” อยู่บ่อยครั้งก็คือ ปัญหาก้อนเนื้อนูนป่องบริเวณใต้ตา หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ถุงใต้ตา นั่นเอง 

ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ เจ้าก้อนบวม ๆ ใต้ตานี้ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกคนที่มีถุงใต้ตา จะเป็นถุงใต้ตาแบบถาวรเสมอไป ในทางการแพทย์ เราแบ่งกลุ่มอาการนี้ออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ ถุงใต้ตาแท้และถุงใต้ตาเทียม ซึ่งทั้งสองแบบนี้ มีที่มาและวิธีการจัดการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกให้ออกว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาประเภทไหน จะช่วยให้เราเลือกวิธีแก้ปัญหาได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและไม่ต้องเสียเงินฟรีโดยเปล่าประโยชน์ รัสมิ์ภูมิ คลินิก ชวนมาทำความรู้จักกลุ่มอาการนี้ 

ทำความรู้จัก “ถุงใต้ตา” แต่ละประเภท 

ผิวหนังรอบดวงตา เป็นส่วนที่บอบบางที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีความหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น ใต้ผิวหนังนี้จะมีชั้นกล้ามเนื้อรอบดวงตา และลึกลงไปจะมีชั้นไขมันที่ทำหน้าที่คล้าย “หมอน” รองรับลูกตาเอาไว้ 

ในสภาวะปกติ ไขมันเหล่านี้จะถูกกั้นไว้ด้วยพังผืดที่แข็งแรง แต่เมื่อใดก็ตามที่พังผืดอ่อนแอลง หรือมีการสะสมของของเหลวบริเวณนี้มากขึ้น ก็จะปรากฏเป็นอาการบวมพองนูนออกมา ที่เราเห็นเป็นถุงใต้ตานั่นเอง สาเหตุที่ทำให้บางคนดูเหมือนมีถุงใต้ตาตลอดเวลา อาจเกิดได้จากทั้งโครงสร้างตามธรรมชาติ พฤติกรรมประจำวัน หรือแม้แต่โรคประจำตัวบางอย่าง 

ถุงใต้ตาแท้ (Real Eyebags) คืออะไร? 

ถุงใต้ตาแท้ มีลักษณะสำคัญคือ เป็นก้อนนูนที่เกิดจากไขมันใต้ตาโดยตรง ซึ่งไขมันส่วนนี้เป็นไขมันที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เพื่อรองรับแรงกระแทกของลูกตา แต่สาเหตุที่มันป่องออกมา จนเห็นเป็นถุงชัดเจนมักมาจากปัจจัยดังนี้ 

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อเราแก่ตัวลง พังผืดที่เคยทำหน้าที่พยุงไขมันใต้ตา ให้ขึงตึงอยู่ด้านใน จะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนยานลง ทำให้ไขมันไหลย้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง และดันพังผืดออกมาเป็นถุง 
  • ผิวหย่อนคล้อย การสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวหนังใต้ตาบางลงและขาดความยืดหยุ่น จึงไม่สามารถพยุงไขมันเอาไว้ได้เหมือนตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น 
  • พันธุกรรม บางคนมีถุงใต้ตาตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมักเกิดจากโครงสร้างใบหน้า ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครอบครัว เช่น มีเบ้าตาลึกหรือมีปริมาณไขมันใต้ตามากกว่าปกติ 

ลักษณะเด่นของถุงใต้ตาประเภทนี้คือ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หายไปเอง แม้ว่าจะทาครีมบำรุงราคาแพง หรือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพียงใด ถุงนี้ก็จะยังคงอยู่ เพราะมันคือโครงสร้างของเนื้อเยื่อและไขมันส่วนเกินจริง ๆ  

ถุงใต้ตาเทียม (Pseudo Eyebags) คืออะไร? 

สำหรับถุงใต้ตาเทียมนั้น แตกต่างจากแบบแรกตรงที่ไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน แต่เป็นอาการบวมน้ำหรือลักษณะของกล้ามเนื้อที่ทำให้ดูเหมือนมีถุงใต้ตา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากปัจจัยภายนอกและไลฟ์สไตล์ 

  • พักผ่อนน้อย การอดนอนหรือนอนดึก ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนเลือดและของเหลวในร่างกายติดขัด ทำให้เกิดการกักเก็บน้ำบริเวณใต้ตาจนดูบวมเป่ง 
  • ภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้มักมีอาการขยี้ตาบ่อยครั้ง หรือมีการอักเสบของเส้นเลือดรอบดวงตา ทำให้ใต้ตาบวมและมีสีคล้ำร่วมด้วย ซึ่งเรียกว่าอาการใต้ตาบวมชั่วคราว 
  • ดอลลี่อาย บางคนอาจเข้าใจผิดว่า มัดกล้ามเนื้อใต้ตาเวลาฉีกยิ้มคือถุงใต้ตา แต่จริง ๆ แล้วมันคือกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ขอบล่างของเปลือกตา ซึ่งในกลุ่มวัยรุ่นมักมองว่าเป็นความสวยงามแบบเกาหลี แต่ถ้ามัดกล้ามเนื้อนี้หนาเกินไป ก็อาจทำให้ดูเหมือนหน้าโทรมได้ 
  • พฤติกรรมการกิน การกินเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูงก่อนนอน จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ตามส่วนต่าง ๆ รวมถึงใต้ตาด้วย 

ข้อดีของถุงใต้ตาประเภทนี้คือ สามารถจางหายไปได้ หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรักษาอาการเจ็บป่วยต้นเหตุ 

วิธีเช็กความแตกต่าง เรามีถุงใต้ตาประเภทไหนกันแน่? 

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าก้อนนูนใต้ตาของคุณคือประเภทไหน ลองใช้เช็กลิสต์ง่าย ๆ ดังนี้ ตรวจสอบเบื้องต้นดู 

  • ลองกรอกตาขึ้นข้างบน หากคุณมองบนแล้วก้อนนูนใต้ตาป่องชัดเจนมากขึ้น นั่นมักจะเป็น ถุงใต้ตาแท้ เพราะไขมันถูกดันออกมาจากเบ้าตา 
  • ช่วงเวลาที่บวม ถ้าใต้ตาบวมมากในตอนเช้าหลังตื่นนอน แต่เริ่มยุบลงในช่วงบ่ายหรือค่ำ นั่นคือสัญญาณของถุงใต้ตาเทียม ที่เกิดจากการบวมน้ำ 
  • การกดนิ้วเบาๆ ลองใช้นิ้วมือกดบริเวณก้อนนูนใต้ตาเบา ๆ หากเป็นไขมัน (ถุงแท้) จะรู้สึกนุ่ม ๆ และกระเพื่อมไปตามแรงกด แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อหรือบวมน้ำ จะมีความยืดหยุ่นที่ต่างออกไป 
  • การใช้น้ำเย็นประคบ หากประคบเย็นแล้วอาการบวมลดลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าเป็นถุงเทียมจากการพักผ่อนน้อยหรือโซเดียมเกิน 

วิธีรักษาถุงใต้ตาให้ตรงจุด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

เมื่อเราทราบประเภทแล้ว แนวทางการรักษาก็จะแม่นยำขึ้น โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งหรือจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านความงาม มักจะแนะนำทางเลือกดังนี้ 

1. การรักษาถุงใต้ตาแบบไม่ผ่าตัด 

เหมาะสำหรับคนที่มีถุงใต้ตาไม่มาก หรือเป็นถุงใต้ตาเทียมร่วมกับปัญหาร่องลึก 

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา หากปัญหาของคุณคือมีถุงใต้ตาและมีร่องลึกล้อมรอบ การเติมสารเติมเต็มจะช่วยปรับระดับร่องให้ดูตื้นขึ้นและกลืนไปกับถุงใต้ตา ทำให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้นทันที 
  • เลเซอร์ยกกระชับ การใช้พลังงานความร้อนจากเครื่องมือแพทย์ เช่น Ulthera หรือ Thermage ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวใต้ตาที่หย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับ ลดอาการป่องของถุงไขมันได้ในระดับหนึ่ง 
  • การใช้ครีมบำรุง ช่วยได้ในกรณีที่เป็นถุงใต้ตาเทียมจากการขาดน้ำ หรือผิวขาดความยืดหยุ่น แต่ครีมไม่สามารถสลายไขมันที่เป็นถุงใต้ตาแท้ได้ 

2. การรักษาถุงใต้ตาแบบผ่าตัด 

เป็นวิธีที่เห็นผลถาวรและชัดเจนที่สุด สำหรับผู้ที่มีปัญหาถุงใต้ตาแท้ อย่างรุนแรง 

  • ศัลยกรรมตัดถุงไขมันใต้ตา แพทย์จะทำการเปิดแผลขนาดเล็ก (อาจเปิดจากด้านในเปลือกตาเพื่อไม่ให้เห็นรอยแผลเป็น) แล้วนำไขมันส่วนเกินออก พร้อมกับจัดเรียงไขมันใหม่ให้เรียบเนียน 
  • การย้ายไขมันใต้ตา (Fat Reposition) แทนที่จะตัดไขมันทิ้งเพียงอย่างเดียว แพทย์จะย้ายไขมันจากจุดที่ป่องมาเติมในจุดที่เป็นร่องลึก เพื่อให้พื้นที่ใต้ตาดูเต็มและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ 

เคล็ดลับการป้องกันและดูแลตัวเองไม่ให้มีถุงใต้ตาก่อนวัย 

แม้ว่าพันธุกรรมและอายุจะเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่พฤติกรรมดูแลตัวเองที่ดี จะช่วยชะลอไม่ให้ถุงใต้ตามาเยือนก่อนเวลาอันควร 

  • การนอนหลับให้เพียงพอ ควรนอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และควรนอนในท่าที่ศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลไปสะสมใต้ตามากเกินไป 
  • ลดเค็มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โซเดียมและแอลกอฮอล์เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ร่างกายบวมน้ำ การลดสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ใต้ตาดูสดใสขึ้น 
  • ดื่มน้ำมาก ๆ การดื่มน้ำเปล่าที่เพียงพอ จะช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย และลดอาการบวมน้ำได้อย่างดีเยี่ยม 
  • ทาครีมกันแดด รังสี UV ทำลายอีลาสตินและคอลลาเจนรอบดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวหย่อนคล้อยจนเกิดถุงใต้ตาในที่สุด การทาครีมกันแดด เป็นประจำจึงขาดไม่ได้ 

ปัญหาถุงใต้ตา แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพอย่างมาก การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างถุงใต้ตาแท้และถุงใต้ตาเทียม จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีรักษาได้อย่างถูกต้อง หากเป็นเพียงอาการชั่วคราว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็อาจจะเพียงพอ แต่หากเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดจากโครงสร้างไขมัน การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหัตถการที่เหมาะสม คือทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ก่อนการรักษาทุกครั้งควรเลือกปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมรอบดวงตาโดยเฉพาะ เพื่อประเมินความเสี่ยงและออกแบบการรักษาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับดวงตาของคุณ